เตือนระมัดระวังการจุดประทัดหรือดอกไม้ไฟช่วงตรุษจีน โดยเฉพาะกลุ่มเด็กและเยาวชนที่พบบาดเจ็บสูงสุด

advertisement
กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข เตือนประชาชนให้ระมัดระวังการจุดประทัดหรือดอกไม้ไฟในช่วงตรุษจีน หลังพบข้อมูลช่วง 5 ปีที่ผ่านมา มีผู้ได้รับบาดเจ็บจากจากการถูกเปลวหรือสะเก็ดดอกไม้ไฟหรือพลุกว่า 3,000 ราย เสียชีวิต 10 ราย เด็กและเยาวชนบาดเจ็บสูงสุด สาเหตุจากความประมาท รู้เท่าไม่ถึงการณ์ ส่วนในช่วงตรุษจีน 5 ปีที่ผ่านมามีผู้บาดเจ็บเกือบ 30 ราย
advertisement

ข้อมูลเฝ้าระวังการบาดเจ็บ ของสำนักระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค พบว่าการบาดเจ็บรุนแรงจากการถูกเปลวหรือสะเก็ดดอกไม้ไฟหรือพลุ จากโรงพยาบาลเครือข่ายเฝ้าระวังการบาดเจ็บแห่งชาติ 33 แห่ง ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา (ระหว่างปี 2554–2558) มีจำนวน 3,326 ราย (เฉลี่ยปีละ 665 ราย) ในจำนวนนี้เสียชีวิต 10 ราย โดยกลุ่มอายุที่พบสูงสุด คือ 15-19 ปี รองลงมาคือ 20-24 ปี เฉพาะในช่วงเทศกาลตรุษจีน 3 วัน (วันจ่าย วันไหว้ วันเที่ยว) ในช่วง 5 ปี พบผู้บาดเจ็บรวม 27 ราย เป็นเพศชายทั้งหมด กลุ่มอายุที่พบมากที่สุดคือกลุ่มเด็กและเยาวชน ได้แก่ อายุ 10-14 ปี (22.2%) รองลงมา 5-9 ปี (14.8%)
นายแพทย์เจษฎา กล่าวต่อไปว่า จากข้อมูลจะเห็นได้ว่ากลุ่มเด็กและเยาวชนน่าเป็นห่วงที่สุด เพราะเด็กอาจรู้เท่าไม่ถึงการณ์ซื้อประทัดหรือดอกไม้ไฟมาจุดเองตามลำพังหรือในกลุ่มเพื่อนรุ่นเดียวกัน และอาจจุดโดยผิดวิธี หรือเล่นด้วยความประมาท จึงมีโอกาสที่จะได้รับบาดเจ็บรุนแรง ดังนั้นผู้ปกครองควรดูแลเด็กอย่างใกล้ชิด หากมีการจุดประทัดหรือดอกไม้ไฟไม่ควรให้เด็กอยู่ใกล้บริเวณนั้นๆ รวมถึงห้ามเด็กจุดประทัดหรือดอกไม้ไฟเองโดยเด็ดขาด
advertisement

นอกจากนี้ ช่วงตรุษจีนในแต่ละปีจะมีการเดินทางสัญจรเพิ่มขึ้นกว่าช่วงปกติ โดยเฉพาะวันเที่ยวจะมีประชาชนเดินทางจำนวนมาก จึงขอแนะนำให้มีการเตรียมรถและคนให้พร้อมก่อนการเดินทาง ดังนี้
advertisement

2.คนขับต้องพักผ่อนให้เพียงพอ และไม่ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทุกชนิด
3.ขับรถด้วยความระมัดระวังเมื่อต้องขับผ่านสถานที่จัดงานตรุษจีน หรือหลีกเลี่ยงการสัญจรบริเวณสถานที่ที่จัดงานถ้าไม่จำเป็น
4.กรณีขับรถเป็นระยะทางไกล ควรจอดพักทุก 2 ชั่วโมง อย่างน้อย 10–15 นาที [ads]
5.คาดเข็มขัดนิรภัยทุกครั้งขณะขับรถยนต์
6.สวมหมวกนิรภัยทุกครั้งขณะขับขี่รถจักรยานยนต์ทั้งคนขับและคนซ้อนท้าย
7.ไม่ขับรถเร็วเกินกว่ากฎหมายกำหนด
8.ปฏิบัติตามกฎจราจรอย่างเคร่งครัด
หากประชาชนมีข้อสงสัยสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่สายด่วนกรมควบคุมโรค โทร 1422
ขอขอบคุณข้อมูลจาก : สำนักระบาดวิทยา,สำนักสื่อสารความเสี่ยงฯ กรมควบคุมโรค