ถ้าวันหนึ่ง คุณพบว่าตัวเองเป็นมะเร็ง ในอายุเพียงเลข3 จะจัดการชีวิตเช่นไร

advertisement
เป็นเรื่องราวที่อ่านแล้วรู้สึกมีพลังมากขึ้นและไม่ประมาทกับการใช้ชีวิตเป็นเรื่องราวที่ถือว่าเขียนได้ดีมาก และเตือนสติในการใช้ชีวิตของคนเราได้เป็นอย่างดี และยังกระตุ้นให้คนที่มีสุขภาพดี ทำในสิ่งที่ตัวเองฝันและรัก ก่อนที่จะไม่โอกาส เรื่องราวของผู้ที่เป็นมะเร็ง แต่สามารถจัดการชีวิตของตนได้เป็นอย่างดี โดยเรื่องราวนี้ถูกระบุจากผู้ใช้เฟสบุ๊คท่านหนึ่งว่า
อิคิไก 2 : สถาปนิกผู้ค้นพบสมดุลในชีวิตจาก ‘มะเร็ง’(TalkSpiration Ep.03) ถ้าวันหนึ่ง คุณพบว่าตนเองเป็นมะเร็ง เมื่ออายุเพียง 33 ปี คุณจะจัดการกับชีวิตอย่างไร…
เมื่อพูดถึง มะเร็ง อาจทำให้ใครหลายคนเกิด’ความกลัว’ แต่สำหรับคุณบั๊ม ประกิจ กัณหา แห่ง STUDIO MITI มะเร็ง คือ ’ประตูบานใหม่’ หลังจากพบว่าตนเองป่วย เค้าได้เริ่มต้นเปิดบริษัทสถาปนิกตามแนวทางที่ฝันไว้ และเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตใหม่ โดยมีมะเร็งเป็น ‘เพื่อน’เมื่อเดือนที่แล้ว ผมมีโอกาสไปพูดคุยกับคุณ ‘บั๊ม’ ซึ่งเป็นน้องที่ผมรู้จัก เค้าเป็นเด็กต่างจังหวัด ที่เติบโตมาจากการพึ่งพาตนเอง ยามเผชิญปัญหาไม่ว่าจะเรื่องอะไร เค้าจะมีหลักคิดในการแก้ปัญหา โดยเชื่อว่า ‘ทุกอย่างมันก็จัดการได้’[ads]
advertisement

PART 1 THE CANCER AWAKEN
คุณบั๊ม เริ่มต้นชีวิตการเป็นสถาปนิกด้วยการทำงานในบริษัทเพื่อเรียนรู้ประสบการณ์ จากนั้นช่วงหนึ่งจึงออกมาเป็น Freelance เพื่อแสวงหาแนวทางของตน และต่อมาได้รวมกลุ่มทำงานกับเพื่อนๆ แต่ไม่ได้ตั้งในรูปบริษัท เพื่อขยายขอบเขตการรับงาน ขณะเดียวกันก็แสวงหาความรู้เพิ่มเติมจากการเรียน ป.โท ไปพร้อมกัน
จนมาวันหนึ่ง เค้าพบว่าต่อมน้ำเหลืองโตขึ้น จึงไปตรวจและพบว่าเป็น ‘มะเร็งหลังโพรงจมูก’ ระยะที่ 2 (จากทั้งหมด 4 ระยะ) คุณบั๊ม กลับไปพิจารณาชีวิตที่ผ่านมาว่ามันต้องมีอะไรผิดพลาด จึงทำให้เป็นแบบนี้. พยายามหาคำตอบว่า อะไรเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดมะเร็ง และสืบค้นวิธีรักษาต่างๆ พอศึกษาเยอะ ‘ความกลัว’ จึงลดลง เค้าบอกผมว่า “ทุกอย่าง ผมว่ามันมีทางออกของมัน จิตตกก็ไม่มีประโยชน์ สู้หาข้อมูลจะมีประโยชน์กว่า” คุณบั๊ม บอกว่า สาเหตุส่วนหนึ่งที่เป็นมะเร็งน่าจะมาจากความเครียด และใช้ชีวิตอย่างหนักตามวิถีสถาปนิก ทำงานดึก พักผ่อนน้อย นอนวันละ 4-5 ชม ติดต่อกันเป็นปี ชอบคิดงานตลอดเวลา ติดนิสัยรีบเร่ง และ พักผ่อนด้วยการกินดื่ม
หลังจากพบ มะเร็ง จึงหยุดงาน 6 เดือน เพื่อรับการบำบัดฉายรังสี และจัดสรรงานที่มีให้เพื่อนๆ ดูแลต่อ ส่วนกลุ่มเพื่อนที่รวมกันทำงาน ก็แยกย้ายกันไปตามเหตุและปัจจัยที่เกิดขึ้นด้วย Mindset เชิงบวกและกำลังใจของตัวเองที่แข็งแกร่ง จึงทำให้หายกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติ เพราะเชื่อว่า“เป็น ก็ไม่เป็นไรนี่ เค้าก็หายกัน”
PART 2 LIFE AFTER STORM
หลังจากหายจากอาการป่วย คุณบั๊มและเพื่อนสนิท คุณเผดิมเกียรติ สุขกันต์ ได้เปิดบริษัทสถาปนิกของตนเองในนาม STUDIO MITI โดยตั้งใจจะให้เป็นเหมือนค่ายเพลงที่ผลิตงานร่วมกับศิลปิน เป็น ‘ชุมชนคนออกแบบ’ ที่เค้าทำหน้าที่เป็น Producer
เนื่องจากเคยทำงานในองค์กร และเห็นว่าคนมักจะเปลี่ยนหมุนเวียนบ่อย จึงนำปัญหาจุดนี้มาเป็นโจทย์ในการสร้างองค์กรใหม่ เปิดโอกาสให้สถาปนิกในสังกัด ได้แสดงความเป็นตัวตนในงาน เฉกเช่นเดียวกับศิลปินในค่ายเพลง เพราะเชื่อในความหลากหลาย (Diversity)ใน’มิติของคน’ เวลางานเผยแพร่ ก็จะใช้ชื่อตนกับชื่อสังกัด เช่น ผลงานของคุณบุญยัง แห่งสตูดิโอมิติ เป็นต้น
ที่น่าสนใจคือ สถาปนิก(ในฐานะศิลปิน) จะได้รับส่วนแบ่งผลประโยชน์จากรายได้ของแต่ละงาน เพิ่มเติมจากเงินเดือน(คล้ายกับการเป็น Partner) จึงทำให้สถาปนิกที่ทำงานที่นี่ รู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของบริษัท ไม่ได้ออกไปไหน อยู่มาตั้งแต่ก่อตั้ง ร่วม 7-8 ปี อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ยากคือการคัดเลือกสถาปนิกที่จะเป็นศิลปิน เพราะต้องมีประสบการณ์มากพอที่จะจัดการงานได้ ปัจจุบันสถาปนิกส่วนหนึ่งที่นี่ จึงอยู่ในระหว่างการเทรนนิ่งเพื่อเป็นสถาปนิก(ศิลปิน)ในสังกัดต่อไป
หลังจากสร้างบริษัทของตัวเอง ความรับผิดชอบที่มีจึงมากขึ้น ต้อง Manage หาโปรเจคเข้า ดูแลชีวิตคนหลายคน และด้วยความเป็นคนที่ไม่ปล่อย ’ชอบเอาทุกอย่างมาทำเอง’ และมี’ตัวตน’มาก จึงทำให้สะสมความเครียดจากงานโดยไม่รู้ตัว เป็นเหตุให้ มะเร็ง กลับมาอีกครั้ง…
PART 3 THE RETURN OF CANCER
5 ปีผ่านไปหลังจากการป่วยครั้งแรก การกลับมาของมะเร็งคราวนี้ หนักกว่าเดิมหลายเท่า ครั้งนี้เป็น ระยะที่ 3 ซึ่งคุณบั๊มบอกว่า “ตายดีกว่า” คือ ปวดหัวและทรมานมากที่สุดในชีวิต แพทย์ต้องใช้มอร์ฟีนในการยับยั้งอาการปวดและฉายรังสีแรงกว่าเดิม 2 เท่า เนื่องจากฉายรังสีไปโดนก้านสมอง จึงมีผลข้างเคียงมากกว่าเดิมวันหนึ่งเค้าตัดสินใจบอกหมอว่าจะขอหยุดการใช้มอร์ฟีน ด้วยความเชื่อมั่นว่าตนเองจะต้องหายจากอาการ
ช่วงนั้น จึงใช้การกำหนดลมหายใจ ฝึกวิปัสสนามาช่วย คิดว่าความเจ็บเป็นเพียงเวทนา “การไม่ปรุงแต่งความเจ็บปวดเพิ่ม เท่ากับว่าไม่ได้ให้เชื้อเพลิงมัน” ซึ่งช่วยทำให้อาการทุเลาหลังจากบำบัดครั้งหลัง ทำให้คุณบั๊มเรียนรู้ที่จะเป็นเพื่อนกับมะเร็ง. เค้าบอกว่า เมื่อก่อนเป็นคนกลัวผีมาก แต่เดี๋ยวนี้ไม่กลัวเลย เพราะรู้สึกว่าเป็น ‘พวกเดียวกัน’
คุณบั๊ม เปลี่ยนวิถีการดำเนินชีวิตใหม่อย่างสิ้นเชิง และค้นคว้าข้อมูลทางการแพทย์ว่ากินอย่างไร อยู่อย่างไรจึงห่างไกลมะเร็ง และปรับตัวเองตาม โดยยกตัวอย่างให้ฟังว่า
มะเร็ง ถ้าระดับน้ำตาลในเลือดต่ำที่สุดได้ยิ่งดี จึงเลิกกินน้ำตาล
มะเร็ง ชอบสภาวะออกซิเจนในเลือดต่ำ จึงฝึกหายใจนั่งสมาธิ
มะเร็ง ชอบสภาวะที่เป็นกรดในเลือด จึงลดการกินเนื้อสัตว์เพื่อลดกรดอะมิโน
และต้องเสริมภูมิต้านทานให้ Growth ฮอร์โมนทำงาน จึงต้องนอนหลับลึกสนิทช่วงตอน 4 ทุ่มถึงตี 2 และตื่นเช้าตรู่เพื่อเล่นโยคะ อยู่กับตัวเอง อยู่กับความสงบมากขึ้น ซึ่งเค้ารู้สึกเหมือนได้’บุญ’ และขอบคุณมะเร็งที่สร้างชีวิต’บทใหม่’
“ผมขอบคุณมันนะ ครั้งแรกที่เค้ามาเตือน ผมไม่สำนึก แล้วเค้าก็มารอบสองจนผมสำนึก”
“รู้สึกเหมือนเราได้ ‘บุญ’ เรารู้สึกว่าชีวิตดำเนินไป เราเข้าใจมันได้ทุกวินาทีที่เราอยู่กับมัน คุ้มกับการมีชีวิตอยู่…”
ผลจากการป่วยมะเร็งครั้งหลัง คุณบั๊มบอกว่า เหมือนพบ ‘ประตูอีกบาน’ เค้าหันมาสนใจอ่านธรรมมะ ศึกษาธรรมชาติ ที่สำคัญคือการปล่อยวาง’ตัวตน’ในการทำงาน โดย “เอาความตายมาเป็นตัวปล่อยวาง”‘ความรีบเร่ง’ เป็นเงื่อนไขสำคัญ ที่ทำให้เกิดความเครียด เค้าจึงกำจัดความรีบเร่งด้วยการฝึกสมาธิ ‘ค่อยๆทำอะไรทีละอย่าง’ จากเมื่อก่อนที่คิดหลายเรื่องในนาทีเดียว ใครจะว่าเชื่องช้าก็ไม่เป็นไร ต้องบอกตัวเองว่าเราทำได้แค่นี้ “ฝึกใช้ความคิดเท่าที่จำเป็น”
คุณบั๊มบอกว่า เมื่อก่อน’ตัวตน’เยอะมาก เวลางานไม่ได้ดั่งใจก็จะเครียด มี Comments ที่แรงกับทีมงาน การลดตัวตนลงได้ เหมือนการเข้าไปสู่การ’เห็นถูก’ ไม่มีอคติ แล้วเราจะไม่ยึดถือว่าอันนี้ความคิดเราหรือเค้า ใช้ความเมตตา โดยเชื่อว่า เมตตา แก้ปัญหาได้ทุกเรื่อง และเป็นพื้นฐานของจิตที่ดี ผลที่ออกมาจึงเป็นบวกกับงาน และทีมงาน โดยเค้ากล่าวว่า
“ถ้าเราส่งพลังลบ เค้าก็จะลบ แต่ถ้าเราส่งพลังบวกให้เค้า เค้าก็จะบวกครับ”
“ทำงานสร้างสรรค์มันต้องคิดบวกครับ ไม่งั้นสร้างสรรค์อะไรไม่ได้” [ads2]
PART 4 NEW CHAPTER , FINDING IKIGAI
ในชีวิตคนทุกคนมักพบเจอปัญหา หนักเบาต่างกัน ต่างกรรมต่างวาระ การจะก้าวข้ามปัญหาได้ สิ่งจำเป็นคือ ‘การยอมรับ’ ความเป็นจริงที่เกิดขึ้น (Acceptance) ไม่กล่าวโทษเหตุปัจจัยภายนอกพระไพศาล วิสาโล ท่านเคยบรรยายธรรมไว้ว่า ผู้ป่วยมะเร็งบางคนไม่ยอมรับ และโทษในโชคชะตา วนเวียนกับการถามตนเองว่าทำไมต้องเป็นเรา ซึ่งสิ่งนั้นกลับบั่นทอนทั้งร่างกายและจิตใจ ลดโอกาสในการมีชีวิตของตนเอง
ในทางกลับกัน สิ่งที่คุณบั๊มปฏิบัติ เค้าเริ่มต้นจากการมีสติ ยอมรับความป่วยของตน และปฏิบัติตามขั้นตอนที่จำเป็นเพื่อสร้าง’โอกาส’ให้ตนเอง ในการมีชีวิตอยู่ต่อไปชีวิตหลังการป่วยครั้งหลัง เค้าจึงค้นพบความสุขที่แท้จริง สอดคล้องกับสมดุล อิคิไก (ที่เคยเขียนในบทความก่อนหน้านี้) กล่าวคือ
1. ได้ทำงานที่ตนรัก (เปิดบริษัทตามแนวทางที่ตั้งใจ)
2. งานที่ทำเกิดประโยชน์ (สร้างองค์กรที่ให้ความสุขทั้งลูกค้าและทีมงาน)
3. ทำได้ดีและถนัด (เพราะปล่อยวางและลดตัวตนมากขึ้น )
4. นำมาซึ่งรายได้ ( ไม่ใช่แค่รายได้บริษัท แต่ยังจัดสรรปันส่วนให้แก่สถาปนิกเพิ่มไปจากเงินเดือน )
เมื่อความตายอยู่ใกล้เพียงแค่คืบ การได้ ‘มีชีวิต’ จึงกลับกลายเป็นสิ่งมีคุณค่า นั่นเป็นเหตุผลที่ คุณบั๊ม เดินหน้าชีวิตต่อไปเพื่อทำความฝันของตน และเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตทุกอย่าง เพื่อให้ตนเองยังได้ตื่นมามีชีวิตในแต่ละวัน ดังที่เค้ากล่าวว่า “แค่เรามีลมหายใจอยู่ มันดีมากเลย มันไ ม่ต้องการอย่างอื่นแล้ว”
ไม่มีใครรู้ เราทุกคนอาจจะมีโอกาสเป็น ‘มะเร็ง’ ได้ทั้งนั้น เพียงแค่รอวันปะทุ…การตระหนักถึง ความตาย จึงเป็นสิ่งสำคัญ ที่ช่วยทำให้เรามีสติ และใช้ชีวิตโดยไม่ประมาท มองเห็นความสุขในชีวิตได้ง่ายขึ้น และรู้คุณค่าของเวลาที่เหลืออยู่และน่าจะเป็นอีกหนทางหนึ่งที่ช่วยให้เราค้นพบ อิคิไก ได้เช่นกัน
LIFE IS SHORT. LIVE FULLY. ARTSPECTIVE
ปล. ผมถามคุณบั๊มว่า มีสิ่งใดที่ยังไม่ได้ทำแล้วอยากทำที่สุด เค้าตอบสั้นๆว่า “แต่งงานครับ” เพราะตั้งแต่รู้จักกับคุณฟิล์ม จวบจนป่วยเป็นมะเร็งมาถึง 2 ครั้ง เธอคือคนสำคัญที่อยู่เคียงข้างและเป็น’พลังบวก’ให้ชีวิตเค้ามาตลอด …และนี่ก็อาจจะเป็นเหตุผลหนึ่งนะครับในการมีชีวิตอยู่
ประมาณเดือนเศษ หลังจากที่ได้พูดคุยกับคุณบั๊มผมก็ได้ทราบข่าวการจากไปของคุณบั๊มอย่างสงบบทความนี้ จึงมีคุณค่ามากต่อความรู้สึกผม เพราะเป็นข้อคิดสุดท้ายที่คุณบั๊มตั้งใจจะแชร์ให้ทุกคนเพื่อประโยชน์ในการดำรงชีวิต และ การมองเห็นคุณค่าของชีวิต
[ads3]
advertisement

เป็นบทความที่เขียนได้ดีอีกหนึ่งบทความนะคะ สามารถสอนให้มีสติ และทำในสิ่งที่อยากจะทำก่อนที่มันจะสายเกินไป ทุกคนควรมีกำลังใจให้กับจัวเองนะคะ
ขอขอบคุณที่มาจาก: Art Chanatip Bhandhavee