“ผีอำ“ มันทำเราได้อย่างไร ? | มันน่ากลัว มันจะเหมือนกับ “คนอำ” หรือไม่ ?

advertisement
“ผีอำ“โดยปกติเราจะเจอเหตุการณ์นี้เฉพาะตอนหลับ ดังนั้นมาทำความเข้าใจกับเรื่องการนอนหลับ ตามหลักการแพทย์กันก่อน
โดยปกติการหลับของคนเราแบ่งเป็น 2 ลักษณะ คือ
1.การหลับแบบตาไม่กระตุก( non – rapid eye movement sleep หรือ non – REM หรือ synchronized sleep )
การหลับแบบตาไม่กระตุก ซึ่งแบ่งออกได้เป็น 4 ระยะตามลักษณะของคลื่นไฟฟ้าสมอง คือ [ads]
ระยะที่ 1 เป็นระยะที่คลื่นไฟฟ้า สมองเริ่มช้าลง เป็นระยะที่ปลุกให้ตื่นได้ง่าย แค่เรียกชื่อหรือ แตะตัวเบา ๆ
ระยะที่ 2 เป็นระยะที่คลื่นไฟฟ้า สมองช้าลงอีก และเป็นลักษณะคลื่นหลับ เป็นระยะที่ปลุกให้ตื่นได้ยากขึ้น คนที่อยู่ในระยะที่ ๑- ๒ คือคนที่กำลังจะหลับ หรือ หลับ ๆ ตื่น ๆ ในขณะที่หลับอยู่ซึ่งการหายใจในช่วงนี้จะไม่สม่ำเสมอและอาจจะมีการหยุดหายใจเป็นพัก ๆ โดยเฉพาะในผู้สูงอายุ
ระยะที่ 3 เป็นระยะที่คลื่นไฟฟ้า สมองช้าและใหญ่ขึ้นอย่างมาก และพบคลื่นไฟฟ้าสมองแบบนี้อย่างน้อยร้อยละ 20 แต่ไม่เกินร้อยละ 50 ระยะนี้กินเวลาเพียงไม่กี่นาที ก็จะเข้าระยะที่ 4
ระยะที่ 4 เป็นระยะที่คลื่นไฟฟ้า สมองที่ช้าลงและใหญ่มากนี้จะพบได้เกินร้อยละ 50 และระยะนี้จะกินเวลา ประมาณ 20-30 นาที
ระยะที่ 3-4 นี้ การหายใจจะเปลี่ยนเป็นแบบสม่ำเสมอและหายใจช้าลง ๆ กล้ามเนื้อจะอ่อนตัวลง แต่ไม่ถึงขั้นอัมพาต เป็นระยะที่ปลุกให้ตื่นได้ยาก ถ้าถูกปลุกอย่างรุนแรงจนตื่นจะมีอาการสับสนเลอะเลือน ละเมอเพ้อพก หรือจำในสิ่งที่ตนเองทำไปไม่ได้เลยอย่างเช่น การเดินละเมอ ปัสสาวะรดที่นอน
2.การหลับแบบตากระตุก( rapid eye movement sleep ) เป็นการหลับที่คลื่นไฟฟ้าสมองมีลักษณะเหมือนกับในขณะที่ตื่นอยู่ การหลับตาทั้ง ๒ ข้างจะกระตุกเป็นพัก ๆ ภายใต้หนังตาที่หลับอยู่ ช่วงนี้การหายใจจะไม่สม่ำเสมอและช้าลงกว่าแบบตาไม่กระตุก มีการหายใจทางท้อง ที่สำคัญ “กล้ามเนื้อทั่วร่างกายจะเอ่อนตัวลงมากเหมือนเป็นอัมพาต ยกเว้นกล้ามเนื้อตาที่ยังทำงานให้ตากระตุกเป็นพัก ๆ” การหลับแบบตากระตุกนี้ เป็นจะปลุกให้ตื่นได้ง่าย หรือบางคนก็อาจจะตื่นเอง และมักจะจดจำความฝันต่างๆ ในช่วงก่อนตื่นได้ (คอหวยมักหลับเเบบนี้)
“ผีอำ”……หรือผีจริง
“ผีอำเป็นปัญหาความผิดปกติในการนอน คือการนอนมีหลายประเภท เช่น นอนปกติ นอนแล้วฝัน “ผีอำ”นั้นเป็นภาวะที่คล้ายกับการฝัน เพราะขณะที่ถูกผีอำคนคนนั้นจะอยู่ในสภาวะที่ขยับตัวไม่ได้ นอนหลับตาแบบตากระตุก กล้ามเนื้อต่าง ๆ จะผ่อนคลายหมด ขยับตัวไม่ได้ยกเว้นต้องตื่น ในช่วงเวลานั้นถ้ามีสิ่งที่มาทำให้เราไม่สบาย เช่น อาจจะมีหมอนข้างมาวางอยู่บนตัวหรือขา หรืออาจจะนอนในท่าที่ไม่สบายนัก แล้วบางทีก็ไปผูกเรื่องกับความฝัน ทำให้เขาอยากจะออกจากสถานการณ์นั้น แต่ว่าทำไม่ได้เพราะกล้ามเนื้อมันคลายไปหมดแล้ว ก็จะเป็นสภาวะที่เขาจะรู้สึกเหมือนกับว่าใครมากดทับเขา มันเป็นสภาวะที่หลีกหนีไปไม่ได้ ต้องรอสักพักนึงจะค่อย ๆ ดีขึ้นเอง นี่คือสาเหตุที่ถูก “ผีอำ”
“ผีอำ”โรคทางกายหรือโรคทางใจ!!!
“ผีอำ “ เกี่ยวข้องกับโรคทางด้านจิตใจ หรือโรคทางร่างกายบ้างหรือเปล่า ซึ่งเรื่องนี้จิตเเพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ได้ให้คำอธิบายว่า
“ ผีอำโดยทั่วไปมักจะเกี่ยวข้องกับการนอน และสัมพันธ์กับสถานการณ์ ในชีวิตประจำวัน เช่น สถานการณ์ที่ทำให้เขากังวล ตื่นเต้น พูดได้ว่าเป็นเรื่องธรรมดาที่คนจะถูกผีอำได้ ไม่ใช่ความผิดปกติทางจิตใจอะไรหรอก เป็นเพียงตะกอนความคิดที่เกิดจากชีวิตประจำวัน บางคนหาทางออกไม่ได้ ก็ไปออกในช่วงที่นอน เป็นสัญญาณที่บ่งบอกว่าคนคนนั้นเริ่มมีภาวะความเครียด แล้วเดี๋ยวร่างกายก็ปรับสมดุลของมันไปเอง” ไม่ถือเป็นโรค ไม่มีอะไรน่ากลัวอะไร มันจะเป็นและหายเอง ยกเว้นบางรายที่มีปัญหาชีวิตเยอะ ก็มักจะเก็บไปฝัน ซึ่งบางคนอาจจะมาในแง่ฝันร้าย คือว่าถ้าฝันร้ายแล้วหลับสนิท เขาก็จะเล่นไปในฝันนั้นแหละ แต่ถ้าตื่นขึ้นมานิดนึงก็จะรู้สึกว่า เอ๊ะ ! ทำไมขยับตัวไม่ได้ คือ ครึ่งหลับครึ่งตื่น กำลังเคลิ้ม ๆ เหมือนจริง นั้นคือสภาวะของผีอำ “
การรักษาภาวะ “ผีอำ”
“ วิธีการง่าย ๆ คือการผ่อนคลายความเครียด นั้นคือก่อนนอนสัก 1-2 ชั่งโมง อย่าไปทำอะไรที่มันตื่นเต้นก่อนนอน
กรณีที่มีอาการมาก ๆ ก็มีจะยาให้เป็นพวกยาคลายเครียด หรือยาต้านเศร้า ซึ่งจะทำให้เขาหลับสนิทขึ้นโดยไม่ฝันมากนัก เมื่อทำความฝันนั้นให้น้อยลง อาการผีอำก็จะลดลงเหมือนกัน”
“วิธีแก้ผีอำที่ง่ายที่สุดคือเวลาโดนผีอำให้นอนเฉย ๆ สักพักอาการจะหายไปเอง “
“ความเชื่อที่ผู้ใหญ่มักเตือนว่า อย่านอนเวลาโพล้เพล้นั้น เกี่ยวข้องกับ “ ผีอำ “ อย่างไร
เรื่องนี้มีคำอธิบายที่เป็นวิทยาศาสตร์คือ [yengo]
“ เวลาเย็น ๆ หรือเวลา โพล้เพล้ มันเป็นช่วงที่มีการเปลี่ยนแปลงของแสง คือธรรมชาติของคนในช่วงที่มีการเปลี่ยนแปลงของแสงนั้นเป็นสิ่งแวดล้อมอย่างหนึ่งที่ทำให้มีปัญหาในการนอน คือถ้าเรานอนตอนกลางคืน หรือกลางวันไปเลยจะไม่ค่อยมีปัญหา สิ่งที่ผู้ใหญ่พูดเป็นสิ่งที่ถูกต้องนะ เพราะไม่ใช่เรื่องผีอำย่างเดียวหรอกอาจจะนอนฝันร้ายก็ได้ เพราะว่าหลับไม่สบาย หลับไม่สนิท “
***เพราะฉะนั้น ถ้าใครไม่อยากเจอสภาวะ “ ผีอำ “ ก็ต้องทำใจให้สบายก่อนนอน โดยอาจจะสวดมนต์ไหว้พระ แล้วคิดแต่เรื่องดี ๆ เพียงเท่านี้ก็จะทำให้การนอนของเราในแต่ละคืน จะได้เป็นการพักผ่อนที่แท้จริง
ที่มา: นิตยสารหมอชาวบ้าน เล่มที่: 284