กรมพัฒนาธุรกิจฯ ลุยตรวจแอปส่งอาหารจีนย่านห้วยขวาง พบ 1 บริษัทเข้าข่ายต่างชาติ
advertisement
เมื่อวันที่ 22 มิถุนายน นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เปิดเผยความคืบหน้ากรณีแอพพลิเคชันส่งอาหารของจีนในย่านห้วยขวาง ซึ่งกำลังถูกสังคมจับตามอง โดยจากการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่ามี 3 บริษัทที่จดทะเบียนในประเทศไทยและดำเนินธุรกิจในลักษณะบริการอีคอมเมิร์ซ ซึ่งเป็นกิจการที่ได้รับการยกเว้นไม่ต้องขออนุญาตก่อนดำเนินธุรกิจ
อย่างไรก็ตาม กรมฯ ได้เข้าตรวจสอบโครงสร้างการถือหุ้นของทั้ง 3 บริษัท พบว่า 1 บริษัทมีสถานะเป็นต่างชาติ เนื่องจากมีผู้ถือหุ้นต่างด้าวเกิน 50% โดยไม่ได้รับอนุญาตตามกฎหมาย ส่วนอีก 2 บริษัท ยังมีสถานะเป็นการลงทุนของคนไทย ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการตรวจสอบรายละเอียดเพิ่มเติม
advertisement
สำหรับข้อวิจารณ์ที่ว่าหน่วยงานรัฐลงพื้นที่ตรวจสอบอย่างต่อเนื่อง แต่ยังพบว่าธุรกิจดังกล่าวเปิดให้บริการตามปกตินั้น อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ชี้แจงว่า ทุกกรณีต้องดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม จนกว่าศาลจะมีคำพิพากษาถึงที่สุด
ขณะเดียวกัน กรมพัฒนาธุรกิจการค้ายังเดินหน้าปราบปรามการใช้คนไทยเป็น “นอมินี” ถือหุ้นแทนชาวต่างชาติ โดยขยายผลตรวจสอบไปยังกลุ่มวิชาชีพทนายความและผู้ทำบัญชี ในพื้นที่ท่องเที่ยวสำคัญ 8 จังหวัด ได้แก่ ชลบุรี, เชียงใหม่, แม่ฮ่องสอน, ประจวบคีรีขันธ์, สุราษฎร์ธานี, ภูเก็ต, กระบี่ และ พังงา
advertisement
ผลการตรวจสอบพบผู้ทำบัญชี 140 คน จาก 29 สำนักงานบัญชี เข้าไปถือหุ้นในบริษัทที่มีชาวต่างชาติร่วมลงทุนรวมกว่า 2,040 บริษัท คิดเป็นมูลค่าหุ้นรวมกว่า 2,528 ล้านบาท โดยพบผู้ทำบัญชีรายหนึ่งถือหุ้นมากถึง 212 บริษัท มูลค่ากว่า 247 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นพฤติกรรมผิดปกติ และได้ส่งข้อมูลให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการตามกฎหมายแล้ว
นอกจากนี้ วันที่ 30 มิถุนายน กรมพัฒนาธุรกิจการค้าจะเชิญตัวแทนจากสภาทนายความ สภาวิชาชีพบัญชี คณะกรรมการจรรยาบรรณ และสมาคมผู้ทำบัญชี รวม 7 สมาคม เข้าหารือเพื่อกำหนดแนวทางกำกับดูแลผู้ทำบัญชีทั่วประเทศกว่า 80,000 คน
advertisement
พร้อมกันนี้ กรมฯ เตรียมออกมาตรการใหม่ในวันที่ 1 สิงหาคม เพื่อปิดช่องโหว่การใช้นอมินี โดยกำหนดให้ผู้ขอจดทะเบียนนิติบุคคลต้องแสดงหลักฐานแหล่งที่มาของเงินลงทุนผ่าน Statement ธนาคาร และในระยะต่อไปจะเชื่อมโยงข้อมูลกับธนาคารแบบเรียลไทม์ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการตรวจสอบ
ทั้งนี้ กรมพัฒนาธุรกิจการค้าเผยว่า หลังจากยกระดับมาตรการตรวจสอบบริษัทที่มีต่างชาติร่วมถือหุ้นในสัดส่วน 40-49.99% ซึ่งมีอยู่ราว 95,000 ราย จากนิติบุคคลทั่วประเทศกว่า 1 ล้านราย ส่งผลให้จำนวนบริษัทกลุ่มเสี่ยงลดลงแล้วกว่า 65% และมีการตรวจสอบเชิงลึกใน 34 พื้นที่ 11 จังหวัด พร้อมส่งข้อมูลบริษัทกลุ่มเสี่ยงให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการตามกฎหมายรวมกว่า 14,000 รายแล้ว.